กลับหน้าแรก
ช้างสุรินทร์
  วิวัฒนาการของช้าง
  ช้างที่พบในปัจจุบัน
  ลักษณะทั่วไปของช้าง
  ลักษณะของช้างที่ดี
  ธรรมชาติของช้าง
  การตั้งท้อง
  ชาติสกุลของช้าง
  คชลักษณ์
  ช้างทุรลักษณ์
  เกร็ดความรู้เกี่ยวกับช้างเผือก
ปราสาทโบราณ จังหวัดสุรินทร์
 

ชาติสกุลของช้าง

ช้างเป็นสัตว์เก่าแก่ ที่มีบทบาท เกี่ยวข้องกับมนุษย์ มานาน มีลักษณะโดดเด่น ที่สัตว์สกุลอื่นๆ ไม่เหมือน อยู่ในป่า ก็ครองความเป็นเจ้าป่า อยู่ในเมือง ก็สร้างตำนานเล่าขานกันมา ทุกยุคทุกสมัย เป็นสัตว์ชนิดเดียว ที่ได้รับเกียรติ จากมนุษย์ ถึงขั้นคุกเข่ากราบไหว้ โดดเด่นอยู่ในคัมภีร์ ของแทบทุกศาสนาในโลก จากการศึกษา โครงสร้างสรีระ อุปนิสัย และความสามารถพิเศษ ทำให้สามารถประมวลช้างได้เป็น 3 ประเภท คือ

1.ช้างสามัญ

หมายถึงช้างเลี้ยง และช้างป่าทั่วไป อดีตช้างบ้าน ก็คือช้างป่า หลายเชือก เป็นสัตว์สองชีวิต (Double life) คือเคยเป็นสัตว์ป่ามาก่อน ภายหลัง ถูกมนุษย์จับมาเลี้ยงในบ้าน ได้รับการฝึกอบรมเสียใหม่ จนกลายเป็นช้างเลี้ยง และส่วนมาก จะมีรูปร่างลักษณะดี เพราะมีการคัดเลือก ก่อนจับมาจากป่า หลายเชือกเป็นช้างบ้าน มาตั้งแต่เกิด เพราะ พ่อแม่เป็นช้างบ้าน ซึ่งจะมีรูปร่างดีเช่นกัน เนื่องจาก ได้มีการคัดพ่อพันธุ์ ทำการผสม ช้างมีตำหนิ ถือเป็นสัตว์อัปมงคล อาจนำสิ่งไม่ดีมาสู่เจ้าของ ถ้าจับมาจากป่า และพบว่ามีตำหนิ หรือพิการ เจ้าของจะเชิญครูบา มาทำพิธี ปัดรังควาญเรียกว่า "พิธีควดช้าง"

2.ช้างสำคัญ

ส่วนใหญ่ คัดเลือกมาจาก ช้างสามัญ ที่มีรูปร่างดี ขึ้นระวาง เป็นช้างสำคัญ ช้างตัวใดถูกต้อง ตามตำราคชลักษณ์ ที่ว่าด้วยช้างมงคล หรือช้างเผือก แต่ไม่สมบูรณ์ มีสีผิวกายไม่ดำ เรียก ช้างประหลาด ถ้าสีผิวกายดำ เล็บดำ เรียกว่า ช้างเนียม ช้างประหลาด และช้างเนียมนี้เอง เรียกว่าช้างสำคัญ ช้างเพศผู้ที่ไม่มีงา มีเรือนร่างที่ใหญ่โต บึกบึนงดงาม งวงเต็มไปด้วยมัดกล้าม หน้าอกผึ่งผาย แข็งแรง คอสั้น ก็จัดเป็นช้างสำคัญประเภทหนึ่ง

ช้างเนียม แบ่งตามลักษณะรูปร่างและขนาดของงา ได้แก่
ช้างเนียมตรี มีรูปร่างป้อม งาเหมือนปลีกล้วย
ช้างเนียมโท มีรูปร่างป้อม งาเหมือนจาวมะพร้าว
ช้างเนียมเอก มีรูปร่างยาวกว่าเล็กน้อย งาเหมือนไข่
ช้างงาร่างงาม พละกำลังมหาศาล นิยมขึ้นระวาง เป็นช้าง ในทัพหน้า หรือทัพหลวง ช้างงา มีความสามารถ เข้าโรมรัน ซึ่งหน้า และสามารถป้องกันศัตรู ไม่ให้จู่โจม เข้าถึงผู้อยู่บนหลังของมัน ได้เป็นเลิศ
ช้างต้น หรือช้างพระที่นั่ง ที่ไม่มีราชทินนาม ขึ้นต้นด้วยคำว่า "พระเศวตร" "พระยาเศวตร" หรือ "พระฉัททันต์" "พระยาฉัททันต์" หรือสร้อย ของพระราชทินนาม ที่ใช้คำเหล่านี้ ส่วนใหญ่ เป็นช้างเนียม หรือช้างงาสามัญนี้เอง

3.ช้างมงคล

หมายถึง ช้างที่เป็นมิ่งมงคล ช้างคู่บ้านคู่เมือง เกิดจากบารมี หรือเพื่อเสริมบารมี ของสมเด็จพระจักรพรรดิราชเจ้า สามัญชนทั่วไป พบเห็น หรือจับได้ ก็ไม่มีสิทธิ์ครอบครอง ต้องนำขึ้นทูลเกล้าถวายเท่านั้น ช้างสกุลนี้ เหมาะที่ จะเรียกว่า ช้างมงคลมากกว่า ที่จะเรียกว่าช้างเผือก เพราะลักษณะผิว หรือขนที่ เผือกผ่องนั้น เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในหลาย ๆ คชลักษณ์เท่านั้น ช้างที่จัดเป็นช้างเผือก จึงไม่ได้หมายถึง ช้างที่มีผิวกาย และขนสีขาวเพียงอย่างเดียว ช้างเผือก ไม่ได้หมายความว่า จะถือกำเนิดมาจาก พ่อแม่เผือก มีน้อยรายมาก ที่ปรากฏเช่นนั้น ผู้เชื่อในคัมภีร์ พระคชศาสตร์ จึงลงความเห็นว่า ช้างเผือก เป็นสัตว์ที่มหาเทพ ประทานมาให้ เป็นสหชาติ เป็นสิ่งตอบ ความเป็นผู้ทรงไว้ ซึ่งทศพิธราชธรรม ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชเจ้า ตำนานคชศาสตร์ จึงปรากฏอยู่ ในคัมภีร์พราหมณ์ คู่กับตำนาน "พรหมธาดา" คือตำนานพระเจ้าสร้างโลก ซึ่งเป็นตำนานพอสังเขปดังนี้ พระนารายณ์เป็นเจ้าเสด็จลงมายังพิภพ ที่ประทับพักผ่อนอิริยาบถไม่ได้ เพราะยังไม่มีโลก มีแต่มหาสมุทร จึงเสด็จลงไปประทับ บนหลังพระอนันตนาคราช อีกพิภพหนึ่ง ทรงบรรทมเหนือหลัง พระยาอนันตนาคราช แล้วทรงเนรมิตดอกบัว ผุดขึ้นตรงพระนาภี (สะดือ) ตำนานพรหมธาดา ว่าไว้ว่า บัวดอกนั้น ก็คือโลก ที่เราอยู่อาศัยทุกวันนี้

ตำนานคชศาสตร์ ได้ขยายความต่อจากตำนานพรหมธาดาว่า หลังจากเนรมิตดอกบัว ให้เป็นโลกแล้ว พระนารายณ์ทรงแบ่งกลีบ และเกสรบัวดอกนั้น ออกเป็น 4 ส่วนนำไปถวายพระพรหม พระอิศวร พระวิษณุและพระอัคนี มหาเทพทั้ง 4 ทรงเนรมิตช้างจากกลีบ และเกสรบัว ที่พระนารายณ์ประทานจำนวน 4 ตระกูล คือ

1. ตระกูลที่พระพรหมเนรมิต ชื่อว่า พรหมพงศ์
2. ตระกูลที่พระอิศวรเนรมิต ชื่อว่า อิศวรพงศ์
3. ตระกูลที่พระวิษณุเนรมิต ชื่อว่า วิษณุพงศ์
4. ตระกูลที่พระอัคนีเนรมิต ชื่อว่า อัคนิพงศ์

ลักษณะเด่นของช้างเผือกแต่ละตระกูล

ตระกูลพรหมพงศ์

1. เนื้อ หนังอ่อนนุ่ม
2. หน้าใหญ่
3. ท้ายต่ำ
4. ขนอ่อนละเอียด เส้นเรียบ ขึ้นขุมละ 2 เส้น สีขาว
5. โขมดสูง
6. คิ้วสูง
7. น้ำเต้าแฝด
8. มีกระเต็มตัว
9. ขนที่หลังหู ปาก และขอบตามีสีขาว
10. อกใหญ่
11. งาสีเหลือง เรียวรัดงดงาม

ช้างเผือกตระกูลนี้มี 10 หมู่ หมู่ที่โดดเด่นที่สุดคือ ฉัททันต์และอุโบสถ ฉัททันต์มีผิวกายขาวเงิน งาสีเงินยวง อุโบสถขน และงาสีทอง เป็นช้างแห่งความมีอายุยืนยง สูงส่งด้วยวิทยาการ ในชาดกพระพุทธศาสนา เมื่อกล่าวถึง พระพุทธเจ้า ขณะเสวยพระชาติ เป็นพระโพธิสัตว์ ในชาติภพที่เกิดเป็นช้าง จะระบุว่าเสวยพระชาติ เป็นพระยาฉัททันต์ หรือพระอุโบสถ 2 หมู่นี้เท่านั้น 

ตระกูลอิศวรพงศ์
1. ผิวกายดำสนิท
2. งาอวบ งอนเสมอกันทั้งสองข้าง
3. เท้าใหญ่
4. น้ำเต้ากลม
5. คอย่นขณะเยื้องย่าง
6. อกใหญ่
7. หน้าเชิด

แยกเป็น 8 หมู่ หมู่ที่โดดเด่นที่สุดคือ อ้อมจักรวาลและกัณฑ์หัตถ์ อ้อมจักรวาลมีงาขวายาวกว่างาซ้าย อ้อมโอบงวง กัณฑ์หัตถ์ มีงาซ้ายยาว กว่างาขวา อ้อมโอบงวงเช่นกัน เป็นช้างแห่งความสุข เจริญด้วยทรัพย์สินและอำนาจ 

ตระกูลวิษณุพงศ์

1. ผิวหนา
2. ขนหนา เกรียน สีทองแดง
3. อก คอ คางใหญ่
4. หางยาว
5. งวงยาว
6. หน้าใหญ่
7. นัยน์ตาขุ่น
8. หลังราบ
แยกเป็น 6 หมู่ หมู่ที่โดดเด่นคือ สังขทันต์ มีงาอวบเรียวเหมือนสังข์ร้องได้ 2 เสียง ตอนเช้าเป็นเสียงเสือ ตอนเย็นเป็นเสียงไก่ขัน อีกหมู่ดามหัสดินทร์กายสีทองแดงเป็นช้างแห่งชัยชนะผลาหาร ธัญญาหารและน้ำฝน

ตระกูลอัคนิพงศ์

1. ท่วงทีงดงาม
2. เดินเชิดงวง
3. อกใหญ่
4. ปลายงาทั้งสองโค้งพอจรดกัน สีเหลือง
5. ขนสีขาวปนแดง
6. ผิวกายมีสีผิวใบตองตากแห้ง

แยกได้ 42 หมู่ ที่น่าสังเกต คือบรรดาช้าง ที่มีสีผิวประหลาดแต่ "ตกชั้น" คือขาดคชลักษณ์สำคัญอื่น ๆ จะจัดเข้าในตระกูลนี้ อนึ่งช้างสำคัญ มีผิวกายปกติ แต่มีรูปร่างปราดเปรียว มีงาอวบสั้น คชลักษณ์งดงาม กว่าช้างสามัญ ก็จัดเป็น ช้างในตระกูลนี้เช่นกัน ช้างตามคชลักษณ์ที่สอง เรียกว่าช้างเนียม บรรดาช้างสำคัญ ในพระราชพงศาวดาร ที่มีพระราชทินนาม เป็น "มณีจักรา" ล้วนเป็นช้างเนียม ในตระกูลนี้ทั้งสิ้น นอกจากจะมีถึง 42 หมู่แล้ว ช้างในตระกูลอัคนิพงศ์ ยังจัดได้เป็น 2 ประเภท คือ ช้างเผือกและช้างเนียม
ช้างเผือก จำแนกเป็น 3 ชั้น คือ เผือกเอก เผือกโท เผือกตรี
ช้างเนียม ก็จำแนกเป็น 3 ชั้น คือ เนียมเอก เนียมโท เนียมตรี 

ช้างเผือก

จำแนกชั้นด้วยสีผิวกาย และขน คือ

ช้างเผือกเอก มีสีขาวบริสุทธิ์
ช้างเผือกโท มีสีบัวโรย
ช้างเผือกตรี มีสีใบตองแห้ง

Copyright (c) 2001-2003 Surin Internet Co.,Ltd. Contact us webmaster@surin.net Last update: 2003-08-23